สืบเนีองจากกระทู้
http://pantip.com/topic/30964614
คห.ที่20
และอีกความเห็นที่30
ความจริงผมน่าจะขอบคุณเฉลิมศักดิ์ที่พยายามอย่างมหาศาล
แสาะแสวงเรื่องนี้มาเพื่อโจมตีผม
กะจะเอาให้อยู้หมัดโพสต์ย้ำถึงสองครั้ง
..........................................................................................
จุดเริ่มมาจากbloggerส่วนตัวผม
ผมเอาไว้บันทึก
ความคิดที่ยังไม่ตกผลึกประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง เพื่อสนทนาธรรมเผื่อว่าใครที่บังเอิญเข้ามาจะมาช่วยแก้ไขหรือเติมเต็ม
ตามหลังสนมนาธรรมกับบัญฑิต
........................................................................................
http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=2997225017903262257#editor/src=dashboard
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ.
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ..มารู้จักอริยสัจสี่กัน...
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ
ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่ง
ที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่ง
เท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบ
กับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งกะละภาค
(ส่วนเสี้ยว)”.
ภิกษุ ท. ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่
หมู่มนุษย์ มีน้อย ; สัตว์ที่เกิดกลับเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่า
โดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์
เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่. อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ อริยสัจคือ
ทุกข์ อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรม๑
อันเป็ นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้, เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็น
อย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่
เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้”, ดังนี้.
- มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗.
.......................................................................................
สืบเนืองจากว่า
ผมสงสัยประโยคว่า
สัตว์กลับเกิดเป็นมนุษย์
ผมจึงใช้โยนิโสมนสิการตามหลักธรรมพร้อมๆกับโพสต์บันทึกลงในbloggerส่วนตัว
เพื่อกันงฃลื่มประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่งอยากสนทนาฟังความคิดท่านอื่นๆที่อาจจะเข้ามาเห็น
ดังนี้
คนเราก็คือสัตว์ คือเกิดมาเป็นสัตว์
จะเห็นว่าในพระธรรมกล่าวว่า"สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ."
นั้นหมายถึง
การเป็นมนุษย์ได้ตองเป็นอริยบุคคลนั่นเองเพราะรู้ อริยสัจ
ในสมมุติบัญัติ พอเรียงลำดับสัตว์ที่เกิดตามคุณธรรมได้ดังนี้
ที่เกิดจากครรภ์มารดาคือสัตว์
เมื่อมีศีล สมาธิ ปัญญา จนบรรลุธรรม เรียก มนุษย์
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงๆขึ้นไป มีศีล มีธรรมมาก เรียกเทวดา เช่นกษัตริย์
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงมากๆ มีฌาณสมาบ้ติเรียก พรหม
บุคคลที่เรียกกันในพระไตรปิฎกเป็นอย่างนี้
^^^^^^^^^^^^^^
จากข้างบน
ผมไม่ปฏิเสธสวรรค์ พรหม กล้าบอกได้ว่ามีประสพการณ์ในเรี่องสวรรค์ พรหมพอสมควร
แต่คนละอย่างกับที่หลอกเข้าทรงกัน
ผมถึงมีบุคคลธิฐาฯ(อาจเรียกผิด)เป็นเทวดา และ พรหม
ถ้าผมปฏิเสธผมคงไม่มีเทวดา เทพ พรหม ในมโน
ประการสำคัญ ไม่มีใครรู้เท่าตัวผมเอง
....................................................................
เมื่อถูกนำไปใช่เบียงเบนประเด็นกระทู้
http://pantip.com/topic/30964614
ผมจึงลบออก
เพราะนั่นเป็นความคิดเห็นที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีความเห็นต่อมาอีก
เมื่อถูกนำมาใช้ผมก็ชี้แจงเพิ่มเติมว่าโดยเอาความคิดเห็นเดิมมาเพิ่มเติม เพราะเร็วที่สุดงายที่สุด
ผมเรียงลำดับว่า
คนเราก็คือสัตว์ คือเกิดมาเป็นสัตว์
จะเห็นว่าในพระธรรมกล่าวว่า"สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ."
นั้นหมายถึง
การเป็นมนุษย์ได้ตองเป็นอริยบุคคลนั่นเองเพราะรู้ อริยสัจ
ในสมมุติบัญัติ พอเรียงลำดับสัตว์ที่เกิดตามคุณธรรมได้ดังนี้
ที่เกิดจากครรภ์มารดาคือสัตว์(ทำไมเรียกสัตว์ ไม่เรียกมนุษย์)
เมื่อมีศีล สมาธิ ปัญญา จนบรรลุธรรม จึงเรียก มนุษย์(เป็นที่น่าสังเกตุ)
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงๆขึ้นไป มีศีล มีธรรมมาก เรียกเทวดา เช่นกษัตริย์(ที่เราเรียกกันว่าสมมุติเทพ)
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงมากๆ มีฌาณสมาบ้ติเรียก พรหม
บุคคลที่เรียกกันในพระไตรปิฎกเป็นอย่างนี้ (จึงนำมาโยนิโสมนสิการตามหลักธรรม ผิดไหมครับ)
เพิ่มเติมว่า
ผมมิได้ปฏิเสธเรื่องสวรรค์นรกอย่างที่เหลิมมุ่งหมายที่จะเอาไปเล่นงานผม
แต่ผมเรียงลำดับบุคคลตามสมมุติบัญญัติ จะต่ำไปถึงสูงว่า
คนที่จะเป็นเทวดาต้องเป็อย่างไร รวมถือรูปธรรมที่เห็นได้เลยในปัจจุบันตามสมมุติที่ผมบันทึกชัดเจนว่า
อาจเทียบได้กับกษัตริย์ หรือผู้ที่มีฌาณสมาบัติว่าพรหม
ผมเขียนบันทึกไว้และไม่คิดไม่ตั้งใจให้ใครเข้าไปอ่าน
แต่เหลิมเก่ง
อุตส่าห์เข้าไปเสาะหาอ่านเป็นคนแรก
นับว่ามีความพยายาม
ผมลบที่อาจจะเป็นปัญหาออกแล้ว
เพราะไม่อยากโต้เถียงกับใคร
และขอชี้แจงเพียงครั้งเดียว
แต่ความเห็นนี้ถูกมองข้าม
ความเห็นเดิมจึงถูกนำไปฝรัคกระทู้เบพื่อเบี่บยงเบนประเด็น
ที่เจ้าของฝรัคติดเรื่องกล่าวตู่พระพุทธเจ้า
สนทนาธรรม เพื่อหาปัญญา
คห.ที่20
และอีกความเห็นที่30
ความจริงผมน่าจะขอบคุณเฉลิมศักดิ์ที่พยายามอย่างมหาศาล
แสาะแสวงเรื่องนี้มาเพื่อโจมตีผม
กะจะเอาให้อยู้หมัดโพสต์ย้ำถึงสองครั้ง
..........................................................................................
จุดเริ่มมาจากbloggerส่วนตัวผม
ผมเอาไว้บันทึกความคิดที่ยังไม่ตกผลึกประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง เพื่อสนทนาธรรมเผื่อว่าใครที่บังเอิญเข้ามาจะมาช่วยแก้ไขหรือเติมเต็ม
ตามหลังสนมนาธรรมกับบัญฑิต
........................................................................................
http://www.blogger.com/blogger.g?blogID=2997225017903262257#editor/src=dashboard
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ.
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ..มารู้จักอริยสัจสี่กัน...
สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ
ภิกษุ ท. ! เธอทั้งหลายจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : ฝุ่นนิดหนึ่ง
ที่เราช้อนขึ้นด้วยปลายเล็บนี้ กับมหาปฐพีนั้น ข้างไหนจะมากกว่ากัน ?
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! มหาปฐพีนั่นแหละเป็นดินที่มากกว่า. ฝุ่นนิดหนึ่ง
เท่าที่ทรงช้อนขึ้นด้วยปลายพระนขานี้ เป็นของมีประมาณน้อย. ฝุ่นนั้น เมื่อนำเข้าไปเทียบ
กับมหาปฐพี ย่อมไม่ถึงซึ่งการคำนวณได้ เปรียบเทียบได้ ไม่เข้าถึงแม้ซึ่งกะละภาค
(ส่วนเสี้ยว)”.
ภิกษุ ท. ! อุปมานี้ฉันใด อุปไมยก็ฉันนั้น : สัตว์ที่เกิดกลับมาสู่
หมู่มนุษย์ มีน้อย ; สัตว์ที่เกิดกลับเป็นอย่างอื่นจากหมู่มนุษย์ มีมากกว่า
โดยแท้. ข้อนั้นเพราะเหตุไรเล่า ? ภิกษุ ท. ! ข้อนั้น เพราะความที่สัตว์
เหล่านั้นไม่เห็นอริยสัจทั้งสี่. อริยสัจสี่ อย่างไรเล่า ? สี่อย่างคือ อริยสัจคือ
ทุกข์ อริยสัจคือเหตุให้เกิดขึ้นแห่งทุกข์ อริยสัจคือความดับไม่เหลือแห่งทุกข์
อริยสัจคือทางดำเนินให้ถึงความดับไม่เหลือแห่งทุกข์.
ภิกษุ ท. ! เพราะเหตุนั้น ในเรื่องนี้ เธอพึงประกอบโยคกรรม๑
อันเป็ นเครื่องกระทำให้รู้ว่า “ทุกข์ เป็นอย่างนี้, เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็น
อย่างนี้, ความดับไม่เหลือแห่งทุกข์ เป็นอย่างนี้, ทางดำเนินให้ถึงความดับไม่
เหลือแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้”, ดังนี้.
- มหาวาร. สํ. ๑๙/๕๗๘/๑๗๕๗.
.......................................................................................
สืบเนืองจากว่า
ผมสงสัยประโยคว่า
สัตว์กลับเกิดเป็นมนุษย์
ผมจึงใช้โยนิโสมนสิการตามหลักธรรมพร้อมๆกับโพสต์บันทึกลงในbloggerส่วนตัว
เพื่อกันงฃลื่มประการหนึ่ง
อีกประการหนึ่งอยากสนทนาฟังความคิดท่านอื่นๆที่อาจจะเข้ามาเห็น
ดังนี้
คนเราก็คือสัตว์ คือเกิดมาเป็นสัตว์
จะเห็นว่าในพระธรรมกล่าวว่า"สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ."
นั้นหมายถึง
การเป็นมนุษย์ได้ตองเป็นอริยบุคคลนั่นเองเพราะรู้ อริยสัจ
ในสมมุติบัญัติ พอเรียงลำดับสัตว์ที่เกิดตามคุณธรรมได้ดังนี้
ที่เกิดจากครรภ์มารดาคือสัตว์
เมื่อมีศีล สมาธิ ปัญญา จนบรรลุธรรม เรียก มนุษย์
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงๆขึ้นไป มีศีล มีธรรมมาก เรียกเทวดา เช่นกษัตริย์
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงมากๆ มีฌาณสมาบ้ติเรียก พรหม
บุคคลที่เรียกกันในพระไตรปิฎกเป็นอย่างนี้
^^^^^^^^^^^^^^
จากข้างบน
ผมไม่ปฏิเสธสวรรค์ พรหม กล้าบอกได้ว่ามีประสพการณ์ในเรี่องสวรรค์ พรหมพอสมควร
แต่คนละอย่างกับที่หลอกเข้าทรงกัน
ผมถึงมีบุคคลธิฐาฯ(อาจเรียกผิด)เป็นเทวดา และ พรหม
ถ้าผมปฏิเสธผมคงไม่มีเทวดา เทพ พรหม ในมโน
ประการสำคัญ ไม่มีใครรู้เท่าตัวผมเอง
....................................................................
เมื่อถูกนำไปใช่เบียงเบนประเด็นกระทู้http://pantip.com/topic/30964614
ผมจึงลบออก
เพราะนั่นเป็นความคิดเห็นที่ยังไม่สมบูรณ์ ต้องมีความเห็นต่อมาอีก
เมื่อถูกนำมาใช้ผมก็ชี้แจงเพิ่มเติมว่าโดยเอาความคิดเห็นเดิมมาเพิ่มเติม เพราะเร็วที่สุดงายที่สุด
ผมเรียงลำดับว่า
คนเราก็คือสัตว์ คือเกิดมาเป็นสัตว์
จะเห็นว่าในพระธรรมกล่าวว่า"สัตว์เกิดกลับมาเป็นมนุษย์มีน้อยเพราะไม่รู้อริยสัจ."
นั้นหมายถึง
การเป็นมนุษย์ได้ตองเป็นอริยบุคคลนั่นเองเพราะรู้ อริยสัจ
ในสมมุติบัญัติ พอเรียงลำดับสัตว์ที่เกิดตามคุณธรรมได้ดังนี้
ที่เกิดจากครรภ์มารดาคือสัตว์(ทำไมเรียกสัตว์ ไม่เรียกมนุษย์)
เมื่อมีศีล สมาธิ ปัญญา จนบรรลุธรรม จึงเรียก มนุษย์(เป็นที่น่าสังเกตุ)
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงๆขึ้นไป มีศีล มีธรรมมาก เรียกเทวดา เช่นกษัตริย์(ที่เราเรียกกันว่าสมมุติเทพ)
มนุษย์ที่บรรลุธรรมสูงมากๆ มีฌาณสมาบ้ติเรียก พรหม
บุคคลที่เรียกกันในพระไตรปิฎกเป็นอย่างนี้ (จึงนำมาโยนิโสมนสิการตามหลักธรรม ผิดไหมครับ)
เพิ่มเติมว่า
ผมมิได้ปฏิเสธเรื่องสวรรค์นรกอย่างที่เหลิมมุ่งหมายที่จะเอาไปเล่นงานผม
แต่ผมเรียงลำดับบุคคลตามสมมุติบัญญัติ จะต่ำไปถึงสูงว่า
คนที่จะเป็นเทวดาต้องเป็อย่างไร รวมถือรูปธรรมที่เห็นได้เลยในปัจจุบันตามสมมุติที่ผมบันทึกชัดเจนว่า
อาจเทียบได้กับกษัตริย์ หรือผู้ที่มีฌาณสมาบัติว่าพรหม
ผมเขียนบันทึกไว้และไม่คิดไม่ตั้งใจให้ใครเข้าไปอ่าน
แต่เหลิมเก่ง
อุตส่าห์เข้าไปเสาะหาอ่านเป็นคนแรก
นับว่ามีความพยายาม
ผมลบที่อาจจะเป็นปัญหาออกแล้ว
เพราะไม่อยากโต้เถียงกับใคร
และขอชี้แจงเพียงครั้งเดียว
แต่ความเห็นนี้ถูกมองข้าม
ความเห็นเดิมจึงถูกนำไปฝรัคกระทู้เบพื่อเบี่บยงเบนประเด็น
ที่เจ้าของฝรัคติดเรื่องกล่าวตู่พระพุทธเจ้า